การที่เศษไม้หรือเศษแหลมเล็ก ๆ เช่น เศษแก้ว หนาม หรือโลหะบางส่วน ทิ่มและติดอยู่ใน ผิว หนัง เป็นอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน หลายคนอาจพยายามดึงออกเองที่บ้าน และในบางกรณีก็สามารถทำได้อย่างปลอดภัย แต่ไม่ใช่ทุกครั้งที่การเอาออกเองจะเป็นวิธีที่เหมาะสม เพราะหากเศษนั้นติดลึก มีการอักเสบ หรือตำแหน่งไม่ปลอดภัย การพยายามดึงออกเองอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้น
ดังนั้นการรู้ว่าเมื่อใดควรพึ่งการดูแลจากแพทย์จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนและรักษาสุขภาพผิวหนังให้ปลอดภัย
ลักษณะทั่วไปของการบาดเจ็บจากเศษไม้หรือเศษแหลม

เมื่อมีวัตถุแปลกปลอม เช่น เศษไม้ เศษแก้ว หรือหนามเล็ก ๆ ทิ่มเข้าไปในผิวหนัง ร่างกายจะตอบสนองด้วยกลไกการอักเสบ โดยอาการที่มักพบ ได้แก่
- ปวดแสบหรือปวดตื้อบริเวณที่ถูกทิ่ม
- ผิวหนังแดง บวมเล็กน้อย
- รู้สึกมีสิ่งแปลกปลอมอยู่ใต้ผิวหนัง
- อาจมีเลือดออกเล็กน้อยในจุดที่ถูกทิ่ม
หากเศษนั้นเล็กและตื้น มักสามารถนำออกเองได้ง่ายด้วยแหนบที่สะอาด แต่หากลึกหรือมีการอักเสบแล้ว การรักษาด้วยตนเองอาจไม่ปลอดภัย
เมื่อใดควรให้แพทย์เป็นผู้รักษา
มีหลายสถานการณ์ที่ไม่ควรเสี่ยงเอาเศษแหลมออกเอง แต่ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ได้แก่:
1. เศษติดลึกหรือมองไม่เห็นชัด
หากเศษไม้หรือแก้วฝังลึกเข้าไปใต้ผิวหนังจนมองไม่เห็น หรือมองเห็นเพียงเล็กน้อย การพยายามดึงออกเองอาจทำให้เศษหักและเหลือค้างอยู่ในผิวหนัง ซึ่งจะทำให้เกิดการอักเสบและติดเชื้อ
2. เศษอยู่ใกล้บริเวณอันตราย
เช่น ใกล้ดวงตา ใต้เล็บ ใกล้เส้นเลือดใหญ่ หรืออวัยวะสำคัญ เพราะความพยายามดึงออกเองอาจทำให้เกิดบาดเจ็บรุนแรงมากขึ้น
3. มีอาการติดเชื้อ
หากผิวหนังเริ่มแดงรอบ ๆ แผล บวม ร้อน กดเจ็บมากขึ้น หรือมีหนองไหลออกมา แสดงว่าเกิดการติดเชื้อ ควรไปพบแพทย์เพื่อทำความสะอาดแผลและรับยาปฏิชีวนะหากจำเป็น
4. เศษขนาดใหญ่หรือมีหลายชิ้น
หากเศษที่ติดอยู่มีขนาดใหญ่หรือแตกเป็นหลายชิ้นเล็ก ๆ แพร่กระจายใต้ผิวหนัง การเอาออกเองอาจไม่สามารถนำออกได้หมด ต้องใช้การตรวจด้วยเครื่องมือแพทย์
5. ไม่สามารถเอาออกเองหลังพยายามแล้ว
หากพยายามดึงออกเองแล้วไม่สำเร็จ หรือรู้สึกว่ามีบางส่วนยังค้างอยู่ในผิวหนัง ควรหยุดพยายามและไปพบแพทย์ทันที เพื่อป้องกันการบาดเจ็บซ้ำ
6. ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่เพิ่มความเสี่ยง
เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ หรือผู้ที่ใช้ยากดภูมิ เพราะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อมากกว่าคนปกติ จึงควรให้แพทย์ดูแลทันทีแม้แผลจะเล็กก็ตาม
7. สงสัยว่ามีสิ่งสกปรกหรือเชื้อโรคปนเปื้อน
เช่น เศษไม้จากพื้นสกปรก สนิม หรือเศษโลหะจากพื้นที่อุตสาหกรรม เพราะอาจมีเชื้อโรคหรือสารพิษติดอยู่ หากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดการติดเชื้อรุนแรงได้
การรักษาที่แพทย์มักใช้
หากไปพบแพทย์เมื่อมีเศษไม้หรือเศษแหลมติดในผิวหนัง แพทย์จะประเมินจากขนาด ตำแหน่ง และความลึกของเศษนั้น ขั้นตอนที่มักใช้ ได้แก่:
- การตรวจร่างกายและเอ็กซเรย์ – หากสงสัยว่าเศษฝังลึก แพทย์อาจใช้การเอ็กซเรย์หรืออัลตราซาวด์เพื่อตรวจหาตำแหน่งที่แน่ชัด
- ทำความสะอาดแผล – ใช้น้ำเกลือและน้ำยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดก่อนทำการเอาออก
- การดึงออกด้วยเครื่องมือแพทย์ – ใช้แหนบหรือมีดผ่าตัดขนาดเล็กในการนำเศษออกอย่างปลอดภัย
- ให้ยาชาเฉพาะที่ – หากเศษติดลึกหรือผู้ป่วยเจ็บมาก แพทย์อาจใช้ยาชาเฉพาะที่ก่อนทำการเอาออก
- การเย็บแผล – ในบางกรณีที่บาดแผลกว้างหรือลึก แพทย์อาจต้องเย็บแผลเพื่อปิดและลดโอกาสติดเชื้อ
- ให้ยาปฏิชีวนะ – หากมีการติดเชื้อหรือเสี่ยงติดเชื้อ แพทย์อาจจ่ายยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการลุกลาม
- วัคซีนบาดทะยัก – หากแผลเกิดจากเศษไม้หรือโลหะสกปรก และผู้ป่วยไม่ได้รับวัคซีนบาดทะยักมานานเกิน 10 ปี แพทย์อาจแนะนำให้ฉีดวัคซีนกระตุ้น
การปฐมพยาบาลเบื้องต้นก่อนพบแพทย์
หากถูกเศษไม้หรือเศษแหลมทิ่มและยังไม่สามารถไปพบแพทย์ได้ทันที สามารถทำการปฐมพยาบาลดังนี้:
- ล้างมือให้สะอาด ก่อนสัมผัสแผล
- ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน ๆ เพื่อลดสิ่งสกปรก
- หากเศษตื้นและมองเห็นชัด อาจใช้แหนบที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยแอลกอฮอล์คีบออกอย่างเบามือ
- ห้ามกดหรือบีบแผลแรง ๆ เพราะอาจทำให้เศษแหลมหักและเข้าไปลึกกว่าเดิม
- หากไม่สามารถนำออกได้ ควรปิดแผลด้วยผ้าก๊อซสะอาด และไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นหากปล่อยทิ้งไว้
หากไม่รีบเอาเศษแหลมออกจากผิวหนัง อาจทำให้เกิดปัญหาดังนี้:
- การติดเชื้อแบคทีเรีย เกิดหนอง บวมแดง และปวดมากขึ้น
- การอักเสบเรื้อรัง ผิวหนังอาจเกิดปุ่มนูนแข็งหรือเป็นก้อนจากการอักเสบเรื้อรัง
- บาดทะยัก หากเศษมาจากดินหรือโลหะสกปรก
- ความเสียหายต่อเส้นประสาทหรือหลอดเลือด หากเศษทิ่มลึกและไปใกล้โครงสร้างสำคัญ
อันตรายที่อาจเกิดขึ้นหากปล่อยไว้
หลายคนอาจคิดว่าเศษไม้หรือเศษแหลมเล็ก ๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่หากละเลยไม่รักษาอย่างเหมาะสม อาจก่อให้เกิดปัญหารุนแรงได้ เช่น:
- การติดเชื้อรุนแรง
เศษไม้หรือวัตถุแปลกปลอมที่ไม่ได้ถูกนำออกอย่างถูกวิธี อาจเป็นแหล่งสะสมของแบคทีเรีย เมื่อเชื้อโรคเจริญเติบโต อาจนำไปสู่การอักเสบ บวมแดง หรือเป็นหนอง - การแพร่กระจายของการติดเชื้อเข้าสู่กระแสเลือด
ในกรณีที่ติดเชื้อรุนแรง เชื้อแบคทีเรียอาจเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะ ภาวะโลหิตเป็นพิษ (Sepsis) ซึ่งเป็นภาวะอันตรายที่อาจถึงชีวิต - การบาดเจ็บของเส้นประสาทหรือหลอดเลือด
หากเศษแหลมติดในตำแหน่งที่มีเส้นประสาทหรือหลอดเลือดใหญ่ อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บ การชาบริเวณนั้น หรือมีเลือดออกไม่หยุด - ปัญหาการหายของบาดแผลที่ช้า
เศษแปลกปลอมที่เหลืออยู่ในผิวหนังอาจทำให้ร่างกายสร้างพังผืดหรือก้อนแข็งใต้ผิวหนัง ส่งผลให้แผลหายช้าและมีรอยแผลเป็น
ขั้นตอนเบื้องต้นเมื่อถูกเศษไม้หรือวัตถุแหลมตำ
ก่อนที่จะตัดสินใจไปพบแพทย์ หากเป็นกรณีเล็กน้อย สามารถทำการปฐมพยาบาลเบื้องต้นได้ดังนี้:
- ล้างมือให้สะอาด ก่อนสัมผัสบาดแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
- ล้างบาดแผลด้วยน้ำสะอาดและสบู่อ่อน ๆ เพื่อชะล้างสิ่งสกปรก
- ใช้แหนบที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว (โดยการต้มในน้ำเดือดหรือเช็ดด้วยแอลกอฮอล์) คีบเอาเศษออกอย่างระมัดระวัง
- ห้ามบีบหรือกดแรง ๆ เพราะอาจทำให้เศษเข้าไปลึกกว่าเดิม
- ทำความสะอาดอีกครั้งหลังนำเศษออก แล้วทาด้วยยาฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดนไอโอดีน หรือแอลกอฮอล์
- ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์สะอาด เพื่อป้องกันการติดเชื้อเพิ่มเติม
เมื่อใดควรไปพบแพทย์ทันที?
แม้จะมีการปฐมพยาบาลแล้ว แต่บางกรณีควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว ได้แก่:
- เศษวัตถุ มีขนาดใหญ่ หรือฝังลึกในชั้นผิวหนัง
- เศษอยู่ใกล้ ดวงตา ใบหน้า หรืออวัยวะสำคัญ
- มี อาการปวด บวม แดง ร้อน หรือมีหนอง บ่งบอกถึงการติดเชื้อ
- ผู้ป่วยมี โรคประจำตัว เช่น เบาหวาน หรือระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น
- เศษแหลมที่ไม่สามารถเอาออกได้เอง แม้จะพยายามอย่างระมัดระวัง
- ไม่แน่ใจว่าได้ฉีด วัคซีนบาดทะยัก (Tetanus) ครบตามกำหนด หรือไม่
การรักษาจากแพทย์
หากไปพบแพทย์ วิธีการรักษามักประกอบด้วย:
- การตรวจบาดแผลอย่างละเอียด
แพทย์จะใช้เครื่องมือและไฟส่องตรวจสอบตำแหน่งและความลึกของเศษ - การใช้เครื่องมือเฉพาะทาง
เช่น มีดผ่าตัดขนาดเล็ก (Scalpel) หรือคีมพิเศษ เพื่อเปิดผิวหนังเล็กน้อยและนำเศษออกอย่างปลอดภัย - การใช้ยาชาเฉพาะที่
ในกรณีที่เศษอยู่ลึกหรือขนาดใหญ่ แพทย์อาจใช้ยาชาเพื่อป้องกันความเจ็บปวด - การให้ยาฆ่าเชื้อ
หากแผลมีการติดเชื้อ แพทย์อาจให้ยาปฏิชีวนะในรูปแบบทาหรือรับประทาน - การฉีดวัคซีนบาดทะยัก
หากผู้ป่วยไม่ได้ฉีดวัคซีนมานานกว่า 10 ปี หรือไม่แน่ใจ แพทย์อาจพิจารณาให้วัคซีนเพิ่มเติมเพื่อความปลอดภัย
วิธีป้องกันการถูกเศษไม้หรือเศษแหลมตำ
- ใส่รองเท้าและถุงมือป้องกัน เมื่อทำงานในสวน งานก่อสร้าง หรืองานไม้
- หลีกเลี่ยงการเดินเท้าเปล่า ในพื้นที่ที่มีเศษไม้ กรวด หรือสิ่งแหลมคม
- ตรวจสอบเครื่องมือและเฟอร์นิเจอร์ไม้ หากมีเสี้ยนไม้ควรขัดให้เรียบเพื่อป้องกันการตำ
- สอนเด็ก ๆ ให้ระวัง ไม่เล่นใกล้กองไม้ เศษแก้ว หรือวัตถุแหลม