Close Menu
    Facebook X (Twitter) Instagram
    hotphuketvillas.com
    • Home
    • ข่าวสารล่าสุด
    • ความบันเทิง
    hotphuketvillas.com
    สุขภาพ

    บทบาทของการสแกน CT และ MRI ในอาการกระทบกระเทือนทาง สมอง

    Gerald BakerBy Gerald BakerAugust 14, 2025No Comments3 Mins Read

    โรคฟกช้ำ สมอง (Concussion) เป็นภาวะบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับสมองจากแรงกระแทกหรือการสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุทางรถยนต์ การเล่นกีฬา หรือการหกล้ม แม้ว่าอาการของโรคฟกช้ำสมองส่วนใหญ่จะไม่แสดงความผิดปกติที่เห็นได้ชัดในโครงสร้างสมอง แต่การวินิจฉัยที่ถูกต้องและทันเวลามีความสำคัญอย่างยิ่งเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง การใช้เทคนิคการถ่ายภาพทางการแพทย์อย่างการสแกน CT (Computed Tomography) และ MRI (Magnetic Resonance Imaging) จึงมีบทบาทสำคัญในกระบวนการวินิจฉัยและประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บ


    ความสำคัญของการวินิจฉัยโรคฟกช้ำสมอง

    แม้โรคฟกช้ำสมองจะมักจัดอยู่ในประเภทการบาดเจ็บสมองเล็กน้อย (Mild Traumatic Brain Injury: mTBI) แต่ก็สามารถส่งผลกระทบระยะยาวต่อการทำงานของสมองได้ โดยเฉพาะหากมีการบาดเจ็บซ้ำหรือไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาการที่พบบ่อย ได้แก่ ปวดศีรษะ เวียนศีรษะ คลื่นไส้ ความจำเสื่อมชั่วคราว การมองเห็นผิดปกติ และความยากลำบากในการมีสมาธ

    ในบางกรณี การฟกช้ำสมองอาจเกี่ยวข้องกับการบาดเจ็บที่รุนแรงขึ้น เช่น เลือดออกในสมอง (Intracranial Hemorrhage) หรือกะโหลกศีรษะแตก ซึ่งจำเป็นต้องตรวจพบอย่างรวดเร็วเพื่อวางแผนการรักษา การถ่ายภาพด้วย CT และ MRI จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในขั้นตอนนี้


    การสแกน CT ในการวินิจฉัยโรคฟกช้ำสมอง

    การสแกน CT ใช้รังสีเอกซ์และคอมพิวเตอร์เพื่อสร้างภาพตัดขวางของสมอง สามารถแสดงรายละเอียดโครงสร้างและความผิดปกติที่เกิดจากการบาดเจ็บได้อย่างรวดเร็ว

    ข้อดีของการสแกน CT

    1. ความรวดเร็ว – CT สามารถทำการสแกนและได้ผลลัพธ์ภายในไม่กี่นาที เหมาะสำหรับผู้ป่วยฉุกเฉิน
    2. ตรวจพบเลือดออกในสมองได้ดี – CT มีความไวสูงต่อการตรวจหาภาวะเลือดออกเฉียบพลัน เช่น Subdural Hematoma, Epidural Hematoma หรือการตกเลือดในเนื้อสมอง
    3. ตรวจหากะโหลกศีรษะแตก – สามารถเห็นรอยแตกหรือความเสียหายของกระดูกได้ชัดเจน

    ข้อจำกัดของการสแกน CT

    • ไม่สามารถแสดงความผิดปกติของสมองในระดับเซลล์หรือการบาดเจ็บเล็กน้อยที่ไม่มีเลือดออก
    • ใช้รังสีเอกซ์ จึงไม่เหมาะกับการตรวจซ้ำหลายครั้งโดยไม่จำเป็น
    • มีความไวต่ำต่อการตรวจหาความผิดปกติของเนื้อสมองที่เกิดจากการกระทบกระเทือนเล็กน้อย

    MRI ในการวินิจฉัยโรคฟกช้ำสมอง

    MRI ใช้สนามแม่เหล็กและคลื่นวิทยุในการสร้างภาพสมองโดยไม่ใช้รังสี สามารถแสดงรายละเอียดของเนื้อสมองและเนื้อเยื่ออ่อนในระดับสูง

    ข้อดีของ MRI

    1. ความละเอียดสูง – สามารถตรวจพบการบาดเจ็บเล็กน้อย เช่น การฉีกขาดของเส้นใยประสาท (Diffuse Axonal Injury) ที่ CT มองไม่เห็น
    2. ไม่มีการใช้รังสี – เหมาะสำหรับการตรวจติดตามผลในระยะยาว
    3. สามารถใช้เทคนิคพิเศษ – เช่น Diffusion Tensor Imaging (DTI) และ Susceptibility Weighted Imaging (SWI) ที่ช่วยตรวจหาความเสียหายของเนื้อสมองและจุดเลือดออกขนาดเล็กได้ดียิ่งขึ้น

    ข้อจำกัดของ MRI

    • ใช้เวลาสแกนนานกว่าการทำ CT (30–60 นาที) จึงไม่เหมาะในสถานการณ์ฉุกเฉิน
    • มีข้อห้ามในผู้ที่มีโลหะฝังในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรือคลิปโลหะในหลอดเลือด
    • ค่าใช้จ่ายสูงและมีความพร้อมของเครื่องในบางพื้นที่จำกัด

    การเลือกใช้ CT หรือ MRI ในผู้ป่วยฟกช้ำสมอง

    แพทย์จะพิจารณาเลือกใช้วิธีการถ่ายภาพตามสถานการณ์และอาการของผู้ป่วย ดังนี้

    • กรณีฉุกเฉินหรือมีอาการรุนแรง: การสแกน CT เป็นตัวเลือกแรก เนื่องจากให้ผลรวดเร็วและเหมาะในการตรวจหาภาวะเลือดออกในสมอง
    • กรณีอาการไม่รุนแรงแต่ยังมีอาการต่อเนื่อง: MRI มักถูกเลือกใช้เพื่อค้นหาความเสียหายของสมองในระดับจุลภาคที่ CT มองไม่เห็น
    • กรณีต้องการติดตามผลการรักษาระยะยาว: MRI เหมาะสมกว่าเพราะไม่ใช้รังสีและสามารถประเมินการฟื้นตัวของสมองได้ชัดเจน

    แนวทางปฏิบัติทางคลินิก

    ในทางปฏิบัติ แพทย์มักใช้ เกณฑ์การคัดกรอง เช่น Canadian CT Head Rule หรือ New Orleans Criteria เพื่อพิจารณาว่าผู้ป่วยควรเข้ารับการสแกน CT หรือไม่ เพื่อลดการได้รับรังสีโดยไม่จำเป็น และในกรณีที่ผล CT ปกติแต่ผู้ป่วยยังมีอาการ เช่น ปวดศีรษะรุนแรง ความจำเสื่อม หรือสมาธิลดลง แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจ MRI เพื่อหาสัญญาณการบาดเจ็บที่ซ่อนอยู่


    ข้อควรระวังและการดูแลหลังการตรวจ

    ไม่ว่าผลการสแกนจะปกติหรือไม่ ผู้ป่วยฟกช้ำสมองควรได้รับการติดตามอาการอย่างใกล้ชิดในช่วง 24–48 ชั่วโมงแรก เนื่องจากอาการบางอย่าง เช่น เลือดออกในสมอง อาจเกิดขึ้นล่าช้าหลังการบาดเจ็บ การได้รับการประเมินซ้ำและการพักฟื้นอย่างเพียงพอเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

    ตารางเปรียบเทียบ CT และ MRI ในการวินิจฉัยโรคฟกช้ำสมอง

    คุณสมบัติCT (Computed Tomography)MRI (Magnetic Resonance Imaging)
    ความเร็วในการตรวจรวดเร็วมาก (ไม่กี่นาที) เหมาะสำหรับกรณีฉุกเฉินใช้เวลานานกว่า (30–60 นาที)
    ความไวต่อเลือดออกเฉียบพลันสูง เห็นเลือดออกได้ชัดเจนปานกลาง เหมาะสำหรับตรวจเลือดออกเรื้อรังหรือจุดเล็กๆ
    ความละเอียดของเนื้อสมองต่ำกว่า MRIสูง สามารถเห็นรายละเอียดระดับเส้นใยประสาท
    การตรวจหากะโหลกศีรษะแตกดีมากไม่เหมาะสำหรับกระดูก
    การใช้รังสีใช้รังสีเอกซ์ไม่มีการใช้รังสี
    ค่าใช้จ่ายปานกลางสูงกว่า CT
    ความพร้อมของเครื่องมีแพร่หลายมากกว่าอาจมีข้อจำกัดในบางพื้นที่
    ข้อจำกัดทางกายภาพผู้ป่วยใช้ได้แม้มีโลหะฝังในร่างกายห้ามในผู้มีโลหะหรืออุปกรณ์ฝังในร่างกายบางชนิด
    เหมาะสำหรับตรวจภาวะฉุกเฉิน เลือดออกในสมอง กะโหลกแตกตรวจหาการบาดเจ็บเล็กน้อยในเนื้อสมอง ติดตามผลระยะยาว

    เทคโนโลยีใหม่ในการประเมินฟกช้ำสมอง

    นอกจาก CT และ MRI แบบมาตรฐาน ปัจจุบันยังมีเทคนิคถ่ายภาพขั้นสูงที่ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวินิจฉัย ได้แก่

    1. Diffusion Tensor Imaging (DTI) – ใช้ใน MRI เพื่อตรวจการเสียหายของเส้นใยประสาท (white matter tracts) ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอาการหลังฟกช้ำสมอง
    2. Susceptibility Weighted Imaging (SWI) – สามารถตรวจพบจุดเลือดออกขนาดเล็ก (microhemorrhages) ได้ดีกว่า MRI ทั่วไป
    3. Functional MRI (fMRI) – ประเมินการทำงานของสมองในขณะที่ทำกิจกรรม เพื่อดูผลกระทบต่อสมองส่วนต่างๆ
    4. CT Perfusion – ประเมินการไหลเวียนของเลือดในสมอง เพื่อดูว่ามีภาวะขาดเลือดหรือไม่

    การบูรณาการการถ่ายภาพกับการประเมินทางคลินิก

    แม้เทคโนโลยีการถ่ายภาพจะมีความก้าวหน้า แต่การวินิจฉัยฟกช้ำสมองไม่อาศัยเพียงภาพถ่ายเพียงอย่างเดียว แพทย์ยังต้องประเมินร่วมกับ

    • ประวัติการบาดเจ็บ
    • การตรวจร่างกายและระบบประสาท
    • แบบทดสอบการทำงานของสมอง (Neurocognitive Tests)

    ในบางครั้ง ผู้ป่วยฟกช้ำสมองอาจมีผล CT และ MRI ปกติ แต่ยังคงมีอาการ เนื่องจากการบาดเจ็บอยู่ในระดับที่ละเอียดเกินกว่าที่เครื่องจะตรวจพบได้


    แนวโน้มอนาคต

    การวินิจฉัยฟกช้ำสมองมีแนวโน้มที่จะใช้การถ่ายภาพร่วมกับเทคโนโลยีชีวภาพ เช่น

    • Biomarkers ในเลือด เพื่อบ่งชี้ความเสียหายของเซลล์สมอง
    • AI และ Machine Learning เพื่อช่วยแพทย์วิเคราะห์ภาพจาก CT/MRI ได้รวดเร็วและแม่นยำ
    • การถ่ายภาพแบบความละเอียดสูงพิเศษ ที่สามารถเห็นโครงสร้างสมองในระดับจุลภาคมากขึ้น

    ขั้นตอนการตรวจ CT และ MRI สำหรับผู้ป่วยฟกช้ำสมอง

    1. การประเมินเบื้องต้นโดยแพทย์

    ก่อนที่จะส่งผู้ป่วยเข้ารับการตรวจ CT หรือ MRI แพทย์จะทำการซักประวัติและตรวจร่างกายเพื่อประเมินความรุนแรงของการบาดเจ็บ อาการที่ต้องให้ความสำคัญ ได้แก่

    • การสูญเสียสติชั่วคราว
    • ความจำเสื่อมก่อนหรือหลังการเกิดเหตุ
    • อาการปวดศีรษะรุนแรงหรือเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
    • อาเจียนซ้ำ
    • อาการทางระบบประสาท เช่น พูดไม่ชัด แขนขาอ่อนแรง หรือการมองเห็นผิดปกติ

    หากพบสัญญาณอันตราย แพทย์มักเลือกทำ CT ทันทีเพื่อตรวจหาภาวะเลือดออกหรือความเสียหายของกะโหลก


    2. การตรวจ CT

    • การเตรียมตัว: ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องงดอาหาร แต่ต้องถอดเครื่องประดับโลหะ
    • กระบวนการ: ผู้ป่วยนอนบนเตียงสแกนที่เลื่อนเข้าไปในเครื่อง CT โดยใช้เวลาตรวจเพียงไม่กี่นาที
    • หลังการตรวจ: สามารถกลับไปทำกิจกรรมได้ตามปกติหากไม่มีอาการแทรกซ้อน

    ข้อสังเกตคือ ในบางกรณีแพทย์อาจใช้สารทึบรังสี (contrast) เพื่อช่วยให้เห็นรายละเอียดของหลอดเลือดและเนื้อสมองชัดเจนขึ้น


    3. การตรวจ MRI

    • การเตรียมตัว: ผู้ป่วยต้องงดนำสิ่งของโลหะทุกชนิดเข้าไปในห้องตรวจ และแจ้งแพทย์หากมีอุปกรณ์ฝังในร่างกาย เช่น เครื่องกระตุ้นหัวใจ
    • กระบวนการ: ผู้ป่วยนอนนิ่งบนเตียงสแกน เตียงจะเลื่อนเข้าไปในท่อแม่เหล็กของเครื่อง MRI ใช้เวลาประมาณ 30–60 นาที
    • หลังการตรวจ: ไม่ต้องพักฟื้น และสามารถกลับบ้านได้ทันที

    ในกรณีฟกช้ำสมอง MRI อาจใช้เทคนิคขั้นสูง เช่น DTI หรือ SWI เพื่อหาความเสียหายที่ละเอียดมากขึ้น


    การติดตามผลหลังการถ่ายภาพ

    การประเมินฟกช้ำสมองไม่ได้จบลงเพียงแค่การตรวจ CT หรือ MRI แต่ยังต้องติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดในช่วงวันแรก และอาจมีการตรวจซ้ำในกรณีที่อาการไม่ดีขึ้นหรือมีอาการใหม่เกิดขึ้น

    สิ่งที่ควรสังเกตหลังกลับบ้าน:

    • อาการปวดศีรษะที่รุนแรงขึ้น
    • การอาเจียนซ้ำ
    • ความสับสนหรือการพูดไม่ชัด
    • อาการอ่อนแรงหรือชา
    • อาการชัก

    หากพบอาการเหล่านี้ ต้องกลับไปพบแพทย์ทันที เนื่องจากอาจเกิดเลือดออกในสมองล่าช้า


    ข้อแนะนำสำหรับการฟื้นฟูหลังฟกช้ำสมอง

    นอกจากการตรวจวินิจฉัยด้วย CT และ MRI แล้ว การดูแลฟื้นฟูเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันการบาดเจ็บซ้ำและช่วยให้สมองฟื้นตัวเต็มที่

    • พักผ่อนให้เพียงพอ – หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ใช้แรงมากในช่วงแรก
    • ค่อยๆ กลับไปทำกิจกรรม – เพิ่มระดับการทำงานและการออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป
    • หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์และยาที่ไม่ได้สั่งโดยแพทย์
    • ติดตามนัดกับแพทย์ เพื่อประเมินความคืบหน้าและปรับแผนการรักษา

    สรุปสุดท้าย

    การสแกน CT และ MRI มีบทบาทสำคัญในการวินิจฉัยและประเมินโรคฟกช้ำสมอง โดย CT เหมาะสำหรับการตรวจหาภาวะฉุกเฉิน เช่น เลือดออกในสมองหรือกะโหลกแตก ในขณะที่ MRI มีประโยชน์ในการตรวจหาความเสียหายที่ละเอียดและติดตามผลในระยะยาว การบูรณาการการใช้ทั้งสองเทคโนโลยีร่วมกับการประเมินทางคลินิกจะช่วยให้การรักษามีความแม่นยำ ปลอดภัย และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อน

    บทบาทของการสแกน CT และ MRI ในอาการกระทบกระเทือนทาง สมอง
    Gerald Baker

    Related Posts

    เมื่อใดควรให้แพทย์รักษาเศษไม้หรือเศษแหลมที่ติดอยู่ใน ผิว หนัง?

    August 28, 2025

    การควบคุมสายตาสั้นโดยไม่ใช้ แว่นตา เป็นไปได้หรือไม่?

    August 27, 2025

    การรักษาแบบดั้งเดิมและ สมุนไพรเ พื่อสนับสนุนการพัฒนาของทรวงอก

    August 24, 2025

    Comments are closed.

    Type above and press Enter to search. Press Esc to cancel.